วังพญาพราย
300.00 บาท
ติดต่อสอบถาม

เสียงพลุและดอกไม้ไฟที่จุดเพื่อการรื่นเริงเฉลิมฉลอง  ดังสนั่นหวั่นไหว  สะท้อนก้องไปทั่วทั้งหุบเขาซึ่งหมู่บ้านเล็กซ่อนตัวอยู่ ประกายจากแสงเพลิงสีสดสวย  สว่างวาบแข่งกับแสงจันทร์เพ็ญก่อนจะลับเลือนหายไปกับฟ้าราตรี  

จากระเบียงหน้าบ้านที่เขายืนอยู่นั้น  แลเห็นโคมกระดาษ  ค่อยลอยตามกระแสลมไปเป็นแนวอย่างมีระเบียบ  เหมือนกับดาวดวงน้อยที่ลอยละล่องไปในเวิ้งฟ้า

แสงสีสวยงามของดอกไม้ไฟที่ชาวบ้านประดิษฐ์ขึ้น  ถูกจุดขึ้นมาอีกหลายชุด  ทุกครั้งที่พลุไฟสว่างเรืองขึ้น  จะต้องได้ยินเสียงผู้คนร้องเฮดังลั่นมาจากลานกว้างหน้าวัด  ที่มีอยู่เพียงแห่งเดียวของหมู่บ้าน   ซึ่งชาวบ้านเกือบทั้งหมดมารวมกันอยู่  เพื่อการบุญบูชาผางผะติ๊ด…

ชายหนุ่มฝังตัวอยู่ที่นี่มานานหลายปีแล้ว  หากเหมือนกับว่าบุญยี่เป็งเพิ่งจะผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้เอง…โคมลอยบนฟ้า  บอกให้รู้ว่าเดือนยี่เป็งผ่านมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว  และนั่นเปรียบเสมือนสัญญาณบอกว่า  ฤดูหนาวกำลังมาเยือนอีกครั้งหนึ่ง…

ชาวบ้านที่นี่จะเตรียมแต่งตัวสวยงามกันตั้งแต่เช้า  เพื่อไปทำ ‘ทานขันข้าว’ ที่วัด

ทานขันข้าว คือการนำเอาถาดอาหารไปถวายพระสงฆ์ครูบาเจ้า  เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษของตนตั้งแต่เช้ามืด   พอสายหน่อยก็จะนำข้าวปลาอาหารไปไหว้พระรัตนตรัย  จากนั้นพระก็จะเทศนาธรรมให้ผู้ที่ไปทำบุญได้ฟังกัน

ตกกลางคืน จะเป็นการทำบุญผางผะติ๊ด  หรือบุญถ้วยประทีป  ชาวบ้านจะนำถ้วยตะไลใบเล็กๆ ใส่น้ำมันและไส้  จุดไฟสว่างไปวัดเพื่อบูชาพระในยามพระจันทร์เพ็ญสุกสว่าง…

หลายครั้งที่นึกอยากออกไปสนุกสนานกับคนอื่นบ้าง  หากชายหนุ่มรู้ว่าหากเขาออกไปจริงๆ แล้วละก็  คนอื่นคงไม่นึกสนุกด้วยแน่….ดีไม่ดีอาจจะเป็นการทำลายความสนุกของชาวบ้านลงเสียอีก…สิ่งเดียวที่พอจะทำได้ก็คือ  ยืนอยู่บนระเบียงหน้าบ้าน  ส่งสายตามองดูโคมลอยซึ่งชาวบ้านปล่อยขึ้นฟ้า 

พ่อและแม่ไม่เคยพาเขาออกไปเที่ยวงานรื่นเริงตอนกลางคืนแม้สักครั้ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานรื่นเริงที่มีในคืนวันพระจันทร์เพ็ญ…

เคยได้แต่ฟังเพื่อนเล่าถึงความสนุกสนานของวันลอยกระทง  ด้วยความอิจฉา…ได้แต่ชะเง้อคอมองเพื่อนบ้านเดินตามกันไปเวียนเทียนที่วัด  ในคืนวันวิสาขบูชา…

เขาเหมือนคนถูกสาป...ไม่ใช่...อันที่จริงเขาควรจะใช้คำว่า ตระกูลของเขาถูกสาปมากกว่า…พ่อเล่าว่ามันอยู่ในสายเลือด  สืบทอดกันมานานนักหนา...และจะเป็นเช่นนี้ไปอีกชั่วกาลนาน  และเขาไม่มีทางเลือกใด

ชายหนุ่มจึงเพียรพยายามทำความดีให้มากที่สุด  เท่าที่กำลังความสามารถจะทำได้  หวังเพียงว่ากุศลกรรมเหล่านั้น  อาจจะทำให้หลุดพ้นจากคำสาปได้สักวันหนึ่ง

เขายืนทอดสายตามองดวงโคมที่ลอยเป็นสายขึ้นไปบนฟ้ากว้างเสียเพลิน  ดังนั้นเมื่อใครคนหนึ่งมายืนเรียกอยู่ที่หน้าบ้าน  ชายหนุ่มจึงสะดุ้งจนสุดตัว

“หมอ…หมอครับ…”

“ใคร”

เขายังตกใจเสียงของตนเอง  ที่ตวาดออกไปด้วยความเกรี้ยวกราด  ด้วยไม่พร้อมจะพบกับใครในค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงเช่นนี้…

 “ผมเองครับ  คำแสน….หมอ  ช่วยผมด้วย…” เสียงร้อนรนของชายคนนั้นตอบมาจากเงามืดของแมกไม้  ซึ่งขึ้นจนแน่นขนัดรายรอบบ้านพัก “ช่วยอีแพงด้วยครับ…” 

“ฉันไม่ค่อยสบาย…” ชายหนุ่มพยายามสะกดกลั้นอารมณ์โมโหเอาไว้จนสุดความสามารถ “รอไว้พรุ่งนี้ได้ไหม”

“หมอครับ…” คำแสนร้องไห้โฮออกมา “อีแพงมันจะคลอด   แม่แก่ไปทำคลอดให้ตั้งตะหัวค่ำแล้ว   แกบอกว่าเด็กไม่ยอมกลับหัว  เอาก้นออก…มีแต่หมอเท่านั้นที่จะช่วยได้…หมอ  ช่วยลูกผมด้วยครับ…”

 แม่แก่ที่คำแสนเอ่ยถึงเป็นหมอพื้นบ้าน  มีความรู้เรื่องทำคลอดเด็กเป็นอย่างดี   สมัยก่อนที่จะมีโรงพยาบาลประจำหมู่บ้าน  เด็กเกิดใหม่ทุกคนล้วนผ่านการทำคลอดจากแก  เมื่อเด็กคนนั้นเติบใหญ่ขึ้นเป็นแม่คน  ก็กลับมาให้แกเป็นคนทำคลอดให้  วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้…

แม้ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้าน  ก็ยังนิยมตามแม่แก่มาทำคลอดให้  มากกว่าเลือกมาโรงพยาบาลอยู่ดี  เนื่องจากแม่แก่รู้ดีถึงขั้นตอนพิธีกรรมต่างๆ ของชาวบ้าน

นอกเหนือไปจากทำคลอดแล้ว  แม่แก่จะทำขวัญให้กับเด็ก  นำรกของทารกเกิดใหม่ไปฝังที่ต้นไม้  ทำพิธีอวยพรให้เด็กที่คลอดมามีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต…

“หมอ…ช่วยลูกช่วยเมียผมด้วย” ชายหนุ่มคนนั้นคร่ำครวญ 

คำแสนเป็นคนงานของโรงพยาบาล  ขยันขันแข็ง  ตั้งใจทำงานจนได้รับเลือกให้เป็นลูกจ้างดีเด่นมาหลายปีติดกัน….ลูกผู้ชายอย่างคำแสน  จะไม่มีวันร้องไห้ให้ใครเห็น  หากไม่ใช่เรื่องร้ายแรง…

“ช่วยผมด้วยเถิดหมอ…”

“เอาละคำแสน…” ชายหนุ่มถอนหายใจยาว  หลังจากนิ่งคิดอยู่เนิ่นนาน “ฉันจะไป..”

เขาไม่อาจทนเห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตาได้…หากไม่ช่วย  ไม่เพียงแต่เด็กในท้องเท่านั้นที่จะเสียชีวิต  แต่เมียของคำแสนก็อาจจะพลอยตายไปด้วย…

“คำแสนล่วงหน้าไปก่อน” เสียงของเขาเคร่งเครียด “ขอฉันเตรียมตัวสักหน่อย แล้วจะรีบตามไป…”

“ครับหมอ  ขอบคุณหมอมากนะครับ” ในความมืดของเงาไม้  ชายหนุ่มเห็นคำแสนคุกเข่าลงไปกับพื้น  และก้มกราบเขาด้วยความดีใจ  ก่อนจะรีบวิ่งกลับบ้านไป…

 

 

การตระเตรียมเครื่องมือทำคลอดนั้น  ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหมอหนุ่ม   อุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว  เนื่องจากต้องเตรียมรับเหตุฉุกเฉินซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ความยากอยู่ที่การเตรียมตัวเองต่างหาก…

จะทำอย่างไร  เพื่อไม่ให้ผู้คนเห็นสภาพที่แท้จริงของเขา…

ดังนั้น ชายหนุ่มจึงเลือกสวมเสื้อคลุมแขนยาว   หยิบผ้าพันคอผืนใหญ่ขึ้นมาโพกพันใบหน้า  ก่อนจะสวมหมวกปีกกว้างทับลงไปอีกที…เพียงเท่านี้  ใบหน้าของเขาก็ถูกเงาของหมวกและผ้าพันคอปกคลุมอย่างมิดชิด

ชายหนุ่มฉวยกระเป๋าทำคลอดฉุกเฉิน   แล้ววิ่งลงจากบ้านไป  โดยมีจุดหมายอยู่ที่บ้านพักคนงานของคำแสน  เมื่อเข้าใกล้ก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางของนางแพงดังมาแต่ไกล

“โอ๊ย…เจ็บเหลือเกิน”

เขาได้แต่หวังว่าคงจะไม่ช้าจนเกินไป…

คำแสนจัดให้เมียของเขานอนพิงหมอนอยู่บนเตียงไม้   มือของนางเหนี่ยวผืนผ้าที่ผูกโยงลงมาจากขื่อบ้าน  เหมือนภาพที่เคยเห็นในหนังไทยสมัยโบราณ

เขาถอนหายใจยาว  นึกในใจว่าหากคำแสนพาเมียของเขาไปที่ห้องคลอดของโรงพยาบาล  เรื่องคงจะง่ายกว่านี้   ใบหน้าของแพงขาวซีด  เหงื่อโซมกาย  ด้วยเบ่งคลอดมาหลายชั่วโมงแล้ว

“หมอ…” แม่หมอตำแยประจำหมู่บ้านหันมาบอก “น้ำเดินตั้งแต่ตอนเย็น   เด็กเอาก้นออก…ฉันพยายามจะกลับให้หัวของเด็กลงมาชั่วโมงกว่าแล้ว  แต่ไม่สำเร็จ…”

ตายละ…ชายหนุ่มรู้สึกตกใจ

โดยปกติแล้ว  ทารกในครรภ์จะเริ่มกลับหัวลงเอง  เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ขั้นตอนของการคลอดตั้งแต่อายุครรภ์ได้ประมาณ ๓๖ สัปดาห์  แต่เด็กบางคนไม่เอาหัวลง  กลับเอาก้นนำออกมาเรียกว่าท่าก้น  จัดเป็นการคลอดผิดปกติที่มีอันตราย  หากการทำคลอดไม่ถูกวิธี  นอกจากอันตรายกับตัวเด็กเอง  ยังอาจเกิดอันตรายกับแม่ของเด็ก  เช่น ทำให้มดลูกแตก หรือรกฉีกขาดได้อีกด้วย

เขาจึงรีบสวมถุงมือ  แล้วตรงเข้าไปตรวจเมียของคำแสน  และลูกในท้องทันที

ก้นของเด็กที่โผล่ออกมาให้เห็นนั้น  มีรอยช้ำเนื่องจากแม่แก่พยายามจะดันให้กลับขึ้นไปข้างบน…เลือดสีแดงฉานจำนวนมากมายที่เนืองนองอยู่บนเตียง  และชีพจรที่เต้นอ่อนล้าของแพง  บอกให้รู้ว่ากำลังอยู่ในช่วงเวลาวิกฤติ…

หากอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่   อาการแบบนี้จะต้องรีบผ่าตัดโดยด่วน  เพื่อช่วยชีวิตของแม่และเด็ก  แต่ในสถานการณ์เช่นนี้  ไม่มีทางเลือกอื่นใด  นอกจากจะต้องพยายามให้เด็กคลอดออกมาโดยเร็วที่สุด   ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป…ส่วนมารดาของเด็กนั้น…เขาคิดว่าไม่น่าจะรอด

ชายหนุ่มหยิบเอาน้ำเกลือจากกระเป๋าทำคลอดออกมา  แทงเส้นเลือดให้น้ำเกลือโดยเร็ว  เพราะชีพจรของแพงอ่อนลงทุกขณะ  เขากระซิบเสียงอ่อนโยนกับแพงว่า

“แพง…พยายามเบ่งอีกนิด…ฉันจะช่วยลูกของเธอ…”

นัยน์ตาของแพงเลื่อนลอยควะคว้าง  กะพริบถี่ๆ มีหยาดน้ำใสไหลริน…แพงพยายามเบ่งอย่างที่หมอบอก  ในขณะที่หมอหนุ่มใช้มือล้วงเอาขาของเด็กออกมา  แล้วใช้ผ้าห่อบริเวณก้นและลำตัวของเด็ก  ก่อนจะใช้กรรไกรสอดเข้าไปตัดสายสะดือ…

“ลูกชาย” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “คำแสนกับแพงได้ลูกชาย”

“ลูกชายหรือหมอ” น้ำเสียงของคำแสนดีใจอย่างเห็นได้ชัด

“ลูก…ชาย…” เสียงของแพงแผ่วเบา   พร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่ปลิดปลิวไปพร้อมกับโคมลอยบนฟากฟ้า…

เด็กทารกเพศชายที่หมอหนุ่มทำคลอดออกมานั้น  ตัวใหญ่ไม่ใช่เล่น  ประมาณด้วยสายตาแล้วไม่น่าจะน้อยกว่าสามกิโลกรัม…เขาใช้ลูกยางแดงดูดเอาน้ำคร่ำปนเลือดออกจากปากและจมูก  เด็กชายก็เริ่มสูดลมหายใจเฮือกแรก  แล้วส่งเสียงแผดร้องดังลั่น 

คำแสนเลื่อนสายตาจากลูกชายที่เพิ่งเกิดไปยังเมียรัก  เห็นดวงตาที่ปิดสนิทกับอาการสงบนิ่ง  ปราศจากความทุรนทุรายของแพง  ก็พอจะรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น  ความปีติยินดีที่ได้ลูกชายเมื่อสักครู่  จึงกลับกลายเป็นความทุกข์ในฉับพลันทันใด…

“หมอ…” น้ำเสียงของเขาแห้งโหย “เมียผมเป็นอะไร…”

ชายหนุ่มส่งเด็กชายให้กับแม่แก่รับเอาไปเช็ดตัวทำความสะอาด  แล้วหันไปบอกกับคำแสนด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดว่า

“คำแสน…หมอเสียใจด้วย…แพงหมดลมเสียแล้ว…”

“ไม่จริง”

คำแสนกระโจนพรวดเดียวถึงตัวชายหนุ่ม  และก่อนที่เขาจะทันตั้งตัวให้ดี  คำแสนก็จับบ่าของเขา  เขย่าไปมาด้วยความโมโห

“ทำไม…หมอ…อีแพงตายได้อย่างไร…ทำไมหมอไม่ช่วยมัน  ทำอย่างนี้ลูกผมก็กำพร้าแม่น่ะสิ  หมอเป็นหมอนะ  ทำไมไม่ช่วยอีแพง…”

ชายหนุ่มผงะถอยหลังไป  ไม่คิดว่าคำแสนจะโผนเข้าใส่เช่นนี้…เรี่ยวแรงของคนงานหนุ่มทำให้หมวกบนศีรษะตกลงพื้น   เขารีบคว้าผ้าพันคอที่ใช้พันใบหน้าเอาไว้ได้ทัน  ก่อนที่มันจะเลื่อนหลุดไป…พยายามสะบัดตัว  พร้อมกับถอยหลังไปที่ประตูบ้าน  ร้องบอกว่า

“ฉันเสียใจคำแสน…มันเป็นเรื่องสุดวิสัยจริงๆ…”

“ผมไม่ยอมนะ” ดวงตาของคำแสนแดงก่ำราวกับสายเลือด “หมอเป็นหมอ  หมอต้องรับผิดชอบ   หมอต้องช่วยเมียผมให้ได้…หมอเป็นคนทำให้อีแพงตาย…”

“เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยพูดกันคำแสน…วันนี้ฉันไม่สบาย  ยังไม่พร้อมจะพูดอะไรทั้งนั้น” ชายหนุ่มพยายามถอยหนี  หากคำแสนไม่ยอมให้เขาทำเช่นนั้น

คำแสนโถมเข้าไปคว้าร่างนายแพทย์หนุ่มด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี   มือข้างหนึ่งบังเอิญไปคว้าเอาผ้าผืนยาวที่โพกพันรอบใบหน้า…

แรงกระชากทำให้ผ้าเลื่อนหลุด    แสงจันทร์นวลส่องให้เห็นใบหน้าของนายแพทย์หนุ่มได้อย่างชัดเจน

คำแสนอ้าปากค้าง  ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างที่ไม่เคยเกิดมาเลยในชีวิต  ใบหน้าของเขาสั่นกระตุก   กล้ามเนื้อบิดเบี้ยว  นัยน์ตาเหลือกลานด้วยความหวาดกลัวจนสุดขีด…

คำพูดทั้งหมดที่เตรียมจะเอ่ยออกมานั้น  สูญสลายหายไปกับแสงจันทร์ยามค่ำคืน  สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงเสียงร้องโหยหวนของคำแสนที่สะท้อนกึกก้องไปทั่วทั้งขุนเขา….

“พราย…หมอเป็นผีพราย….”