ขุมทรัพย์โสมประภา
360.00 บาท
ติดต่อสอบถาม

“เจ้ามาด้วยความโลภ ด้วยความประสงค์ในทรัพย์แผ่นดิน ซึ่งอยู่สุดเอื้อมสุดวาสนาของเจ้า

เราได้เพียรพยายามบอกใบ้ครั้งแล้วครั้งเล่าให้เจ้ารู้ว่า ทรัพย์แผ่นดินนี้ไม่ใช่ของเอกชนผู้ใด

หากเป็นของมนุษยชาติส่วนรวม...

 

ยุคสมัยที่ผ่านไปนับร้อยนับพันปี ยิ่งเพิ่มความโลภหลงให้แก่จิตใจมนุษย์อย่างน่าอัศจรรย์

ต่างคนต่างพยายามมาที่นี่ เพื่อค้นหาทรัพย์แผ่นดิน

เราเบื่อหน่ายและเอือมระอาต่อความโลภของมนุษย์มานานนักหนาแล้ว

ตั้งแต่นี้ เราจะไม่อดทนอีกต่อไป !”



ส่วนหนึ่งจากขุมทรัพย์โสมประภา

 

คุณหญิงอนุรี อัพภันตราบุตร รู้สึกตัวตื่นกลางดึกสงัดคืนนั้นด้วยอาการสะลึมสะลือ รู้สึกถึงความเยือกเย็นอย่างประหลาดภายในห้องนอน เธอขยับกายควานหาแพรเพลาะขึ้นมาคลี่ด้วยอาการเคลิ้มคล้ายตกอยู่ในภวังค์ฝัน ดวงตาที่ปรือ เพราะหนังตาหนักอึ้งนั้นมองดูรอบตัวอย่างงงๆ ...หมอกอะไรหนอสีขาวมัวบางเบาแผ่กระจายอยู่รอบห้อง บดบังทุกสิ่งจนพร่าเลือนเหมือนมองผ่านแพรขาวผืนใหญ่ ในหูของคุณหญิงอึงอลด้วยเสียงประหลาดที่อื้ออึงมาจากที่ไกลแสนไกลเหมือนเสียงพายุ แต่ฟังไปอีกทีก็ไม่ใช่ และท่ามกลางเสียงอึงอลแว่วมาแต่ไกลนั้น เสียงหนึ่งกังวานก้องสะท้าน ไพเราะ เจื้อยแจ้ว ทว่าหนักแน่นเอาจริงดังขึ้นอย่างแจ่มชัดเหนือเสียงอึงอลทั้งปวง

 

“ฟังเรา เจ้าผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์... เจ้ามีสมบัติแผ่นดินอยู่ในความครอบครองโดยมิชอบ มิมีผู้ใดยกให้เจ้า สมบัตินี้ถูกลักลอบขุดมาโดยมันผู้บังอาจและได้รับโทษทัณฑ์ไปแล้ว ฟังเรา จงเอาสิ่งที่เจ้าได้มานั้นคืนไปเสีย คืนไป! เราได้เตือนผู้ที่ขายสิ่งนี้ให้เจ้าแล้ว และกำลังเตือนเจ้าอีกคน หากไม่เชื่อฟังจะไม่มีการเตือนอีกต่อไป!”

 

คุณหญิงอนุรีตกตะลึงตัวแข็ง เสียงนั้นดังถนัดชัดเจนเหมือนพูดอยู่ริมหู เน้นหนักทุกถ้อยคำอย่างเอาจริง หมอกบางเป็นสายค่อยๆ เลือนลง เห็นสิ่งต่างๆ รอบห้องชัดขึ้น เสียงอึงอลในหูห่างออกไปทุกที นัยน์ตาที่ปรือหนักของคุณหญิงหรี่หลับลงเหมือนตกอยู่ในภวังค์สะกด แต่แล้วก็สะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวอันแผ่วเบาที่แขนข้างซ้ายซึ่งทอดเหยียดออกไปข้างตัว

 

พยายามเบิกตาขึ้นมองดูคราวนี้ภาพที่เห็นทำให้คุณหญิงอนุรีอ้าปากค้าง ใจหายวูบเหมือนจะหลุดจากขั้ว หนังตาที่หนักอึ้งเบิกโตขึ้นทันทีด้วยความตกใจถึงขนาด

 

บนแขนเปลือยเปล่าขาวผ่องข้างนั้น บัดนี้สิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงที่สวมกำไลโบราณอย่างแช่มช้า คุณหญิงรู้สึกถึงความเย็นชื้นนุ่มนิ่มของสิ่งนั้นขณะที่มันเคลื่อนตัวไปตามลำแขนอันอวบท้วม สิ่งซึ่งกลมเกลี้ยงเขียวเลื่อมเป็นประกายพราว และเย็นลื่นนั้นจะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากอสรพิษตัวน้อยที่มีลักษณะ เหมือนแม้นกำไลโบราณอันนั้นราวกับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

กำไลนั้นกลายเป็นงูขึ้นมาทำร้ายเธออย่างนั้นหรือ?...

 

ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดพูดไม่ออกบอกไม่ถูกของคุณหญิงอนุรีนั่นเอง เสียงกังวานสะท้อนไพเราะก็ดังก้องมาเข้าหูอีกแจ่มชัดเหมือนพูดอยู่ข้างๆ นี่เอง

 

“เราเตือนเจ้าแล้วจงจำใส่ใจให้ดี ครั้งต่อไปงูตัวนี้จะทำหน้าที่เตือนเจ้าแทน และเตือนด้วยวิธีของมันซึ่งร้ายกาจกว่านี้สักสิบเท่า จำไว้!”

 

เสียงหัวเราะกังวานหวานใสต่อท้ายคำพูดประโยคนั้นเป็นเสียงก้องสุดท้ายที่ได้ยินแล้วก็จางลงห่างออกไปทุกที ทุกที... จนเงียบไปในท่ามกลางเสียงอึงอลแผ่วเบาซึ่งกำลังจะเงียบลงดุจกัน

 

คุณหญิงอนุรีสะดุ้งสุดตัว ตื่นเต็มที่ทันทีทั้งกายและใจ นัยน์ตาเบิกโพลงจ้องมองความมืดสลัวรอบตัวอย่างงงงวย เหงื่อซึมจนชื้นไปหมดทั้งตัวทั้งๆ ที่เครื่องปรับอากาศยังทำงานอย่างสม่ำเสมอ ด้วยมืออันสั่นเทา คุณหญิงยื่นออกไปเปิดไฟหัวเตียงขึ้นทันที

 

แสงสว่างสลัวส่องให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในห้องเป็นปรกติของมันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

ก้มลงมองแขนของตัวเองด้วยหัวใจเต้นรัวแรงแทบปะทุออกมานอกอก แล้วคุณหญิงอนุรีก็ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจยาวอย่างโล่งใจ

 

กำไลโบราณรูปร่างคล้ายงูยังคงสงบอยู่ที่นั่นตามเดิม ไม่มีวี่แววว่ามันจะเคลื่อนไหวได้ด้วยลำตัวอันหยุ่นเย็นอย่างในฝันเมื่อตะกี้

 

ฝันหรือ? คุณหญิงถามตัวเองขณะทรงกายลุกขึ้นนั่งอย่างงงๆ เธอแน่ใจว่าไม่ได้ฝัน เพราะเสียงหวานสดใสไพเราะนั้นยังก้องติดตรึงอยู่ในหูเหมือนได้ยินมาหยกๆ นี้เองทุกสิ่งแม้จะสลัวมัวหม่นแต่ก็เป็นจริงเป็นจังจนเธอไม่อาจปลงใจว่าเป็นความฝันได้ คุณหญิงลูบแขนที่สวมกำไลโบราณนั้นแล้วขนลุกซู่ขึ้นทั้งตัว พร้อมกับหนาวเย็นไปตลอดทุกขุมขน

 

เธอคิดว่าเธอรู้เหตุผลที่คุณนายภูธรคนนั้นบอกขายสมบัติ ๒ ชิ้นในราคาถูกแสนถูกแล้ว

 

อย่างรวดเร็วและประหวั่นพรั่นพรึง คุณหญิงถอดกำไลออกก้าวเดินด้วยร่างอันสั่นเทิ้มไปไขกุญแจลิ้นชัก คว้ากล่องกำมะหยี่ออกเปิดโยนกำไลลงไปแล้วปิดทันที ใส่กลับลงไปในลิ้นชักและปิดลั่นกุญแจตามเดิม ก่อนกลับไปนอนใจเต้นรัวแรงอยู่บนเตียง

 

คุณหญิงอนุรีตัดสินใจในทันทีนั้นว่า จะทำอะไรกับสมบัติโบราณสองชิ้นต่อไป...