ภวังค์
395.00 บาท
ไม่มีสินค้า / สินค้าหมด
แจ้งเตือนเมื่อมีสินค้าเข้ามา
ติดต่อสอบถาม


นวนิยายแนวลึกลับเรื่องสุดท้ายของจินตวีร์ วิวัธน์ ที่ไม่เคยตีพิมพ์รวมเล่มมาก่อน 


ผลงานเขียนจำนวนไม่ต่ำกว่า ๔๐ เรื่อง ทำให้ ‘จินตวีร์ วิวัธน์’ ได้รับการขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งเรื่องสยองขวัญของเมืองไทย นวนิยายจากจินตนาการของเธอ สร้างความตื่นเต้นประทับใจให้กับนักอ่าน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมายมากว่าสามทศวรรษ เมื่อเสียชีวิตไปในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ จินตวีร์ทิ้งผลงานเขียนค้างไว้ ๔ เรื่อง คือ เหยื่อยมบาล ในนิตยสารสกุลไทย, สุสานเสน่หา ในนิตยสารขวัญเรือน, จักราพยาบาท ในนิตยสารกานดา และภวังค์ ในนิตยสารบางกอก

เมื่อได้รับอนุญาตจากทายาทของคุณจินตวีร์ วิวัธน์ให้นำผลงานอันเป็นอมตะกลับมาพิมพ์ใหม่อีกครั้งหนึ่งนั้น ผมและคุณหมอภาคภูมิ จุลภูมิพินิจ ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของคุณจินตวีร์ได้ปรึกษากัน และตัดสินใจเดินทางไปหอสมุดแห่งชาติเพื่อตรวจสอบต้นฉบับของนวนิยายทั้ง ๔ เรื่องที่คงค้างอยู่ในนิตยสาร เพื่อดูว่าคุณจินตวีร์ เขียนค้างไว้แค่ไหนและสำนักพิมพ์สามารถทำอะไรกับเรื่องทั้ง ๔ ได้หรือไม่

ในบ่ายของวันนั้น เราค้นพบด้วยความตื่นเต้นว่า นวนิยายเรื่องภวังค์ ซึ่งคุณจินตวีร์เขียนในนามปากกา ‘ก่ำฟ้า เฟือนจันทร์’ ซึ่งตลอด ๒๔ ปีที่ผ่านมา แฟนนักอ่านคิดว่าเขียนค้างไว้ไม่จบนั้น แท้จริงแล้วได้จบบริบูรณ์ในบทที่ ๕๑ ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่คุณจินตวีร์จะเสียชีวิตไม่นาน

 ด้วยเหตุนี้ สำนักพิมพ์กรู๊ฟพับลิชชิ่ง จึงนำนวนิยายเรื่องภวังค์มาพิมพ์เป็นเรื่องแรกในชุด เพื่อเป็นการรำลึกถึง ‘จินตวีร์ วิวัธน์’ ร่วมกับแฟนนักอ่าน และเป็นการนำนวนิยายเรื่องที่ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อนของคุณจินตวีร์ ออกสู่สายตาของผู้อ่าน โดยทางเราและทายาทของท่าน เห็นพ้องต้องกันว่าจะใช้นามปากกา ‘จินตวีร์ วิวัธน์’ แทน ‘ก่ำฟ้า เฟือนจันทร์’ เพื่อที่แฟนนักอ่านรุ่นใหม่จะได้ไม่สับสน



ส่วนหนึงจาก 'ภวังค์

แสงแดดยามเที่ยงแผดจ้าแทบเต้นเป็นตัว มีที่ร่มอยู่ก็เฉพาะตรงใต้ต้นไม้และใต้เนินชะง่อนหินที่เขานั่งประคองเพื่อนอยู่นี้เท่านั้น ทว่า คนที่ยืนอยู่กลางแดดจ้า ไม่มีร่มเงาบดบัง เขากลับมองเห็นไม่ใคร่ถนัด


เป็นภาพค่อนข้างพร่า ราวกับนัยน์ตาถูกอะไรบดบังอยู่ จึงดูไม่ออกว่าเจ้าของเสียงหน้าตาเป็นอย่างไร


รู้แต่ว่าเป็นผู้หญิง และ...ให้ตาย!... ทรวดทรงองค์เอวเฉิดฉันไฉไลกระไรปานนั้น


หล่อนนุ่งกางเกงยีนค่อนข้างฟิต สวมเสื้อพอดีตัว สอดชายไว้ในขอบกางเกงซึ่งคาดทับไว้ด้วยเข็มขัดเส้นเขื่อง เน้นให้เห็นสะเอวอันคอดกิ่วเหมือนจะกำรอบ สะโพกผายกว้าง และเหนือขึ้นไปอีกก็คือทรวดทรงอันพุ่งเด่นดันเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายเนื้อบางแทบจะปริออกมา


เสียงของเจ้าหล่อนก็สวยสมกับรูปร่าง หวานใสไพเราะราวกับระฆังเงิน อย่างที่นักเขียนเขาชอบเปรียบเทียบกันนั่นเชียว


อาจารย์หนุ่มกะพริบตาถี่ แล้วจ้องมองอย่างพยายามให้เห็นหน้าหล่อนชัดเจน คราวนี้ อะไรมัวๆ ดูจะจางไปหมดแล้ว เขาจึงเห็นหน้าหล่อนถนัดไม่มีข้อกังขา ทำให้หนุ่มชาวกรุงตกตะลึงเป็นครั้งที่สอง


คราวนี้ตะลึงหนักกว่าเมื่อตอนตกใจที่เพื่อนถูกหินทับเสียอีก นึกในใจว่า ผู้หญิงอะไร หน้าตาสวยเฉียบขาดบาดอารมณ์ยังงี้ก็ไม่รู้!


วงหน้ารูปไข่ขาวว่องนั้นได้รูปรับกันหมดทุกส่วนเหมือนเทวดาบรรจงปั้น รวมกันเข้ากลายเป็นดวงหน้าที่งามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา

จะมีที่ติก็ตรงทรงผมของหล่อนเท่านั้น


สงสัยว่าจะเป็นสาวล้ำสมัยมาจากเมืองหลวงจึงเป็นทรงพั้งค์ขนานแท้ที่สุด เพราะดัดและเซ็ทเป็นกระจุกๆ ชี้เด่ออกไปรอบหัว มีอยู่ด้วยกันหลายสิบกระจุก มิหนำ...แต่ละกระจุกยังย้อมสีต่างๆ ไม่น้อยกว่าห้าสี มีสีทองแก่ ทองอ่อน แดง ส้ม และขาว มองแล้วรู้สึกพิกลเป็นอย่างยิ่ง


ภควัตมัวแต่นึกพิกลอยู่จึงพูดไม่ออกสักที ได้แต่นั่งจ้องมองหล่อนตาค้างจนลืมเพื่อนเคราะห์ร้ายไปชั่วขณะ


“เคราะห์ร้ายจริงๆ ด้วย”


เสียงใสไพเราะดังจากปากโค้งบางแดงเรื่อ เมื่อหล่อนเปิดปากพูดก็มองเห็นฟันซี่งามขาวราวกับไข่มุก ทำให้ดูสวยมากขึ้นไปอีก


“และยิ่งเคราะห์ร้ายมากขึ้น เมื่อมีเพื่อนทำอะไรไม่เป็นซักอย่าง นอกจากนั่งอ้าปากตาค้างลูกเดียว”


เมื่อนั้นแหละ อาจารย์หนุ่มจึงได้สติ เปลี่ยนจากท่า ‘อ้าปากค้าง’ ดังที่หล่อนแซวเป็นยิ้มแหยๆ ตอบว่า


“ผมให้เพื่อนไปตัดไม้มาดามขาครับ เขาถูกหินหล่นลงทับ เคราะห์ดีที่เฉียดไป ม่ายงั้นจะแย่กว่านี้มาก”


สาวทรงผมล้ำยุคสืบเท้ามาข้างหน้าสองก้าวแล้วหยุด นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองดูร่างของไพชยนต์ชั่วอึดใจก็เหลือบขึ้นมองไปข้างบนชะง่อนผาเหนือหัว


“ไม่เฉียดหรอก มันอาจตกถูกหัวแบนตายคาที่ไปแล้วก็ได้ ถ้าหลบไม่ทันเสียก่อน”


“คุณเห็นหรือครับ”


ภควัตถามอย่างแปลกใจ


“คุณอยู่ตรงไหนไม่ทราบ ถึงได้มองมาเห็นเข้า?”


สาวสวยยักไหล่ข้างหนึ่ง


“ใครบอกล่ะว่าฉันเห็น?”


“อ้าว...”


“เดาเอาไม่ได้เรอะ คะเนจากชะง่อนหินกับจุดที่เพื่อนคุณนอนแอ้งแม้งอยู่นี่ก็กะระยะได้ไม่พลาดหรอก...อะไร คุณคำนวณระยะทางง่ายๆ แค่นี้ไม่ได้หรือ?”


“ผม...”


อาจารย์หนุ่มพูดไม่ออก ชะเง้อมองหาเพื่อน นึกในใจว่าไปตัดไม้ภาษาอะไรกันไม่มาสักที


“คุณอย่าไปรอเขาเลย”


สาวพั้งค์ว่า สืบเท้าเข้ามาอีกจนยืนอยู่คนละฟากกับเขา โดยมีร่างของไพชยนต์คั่นกลาง หล่อนมองดูร่างเหยียดยาวไม่เป็นสมปฤดีนั้นชั่วอึดใจก็ทรุดลงนั่งข้างๆ


“ฉันว่าระหว่างที่เพื่อนคุณไปตัดไม้นี่น่ะ เรามาช่วยเหลือคนเจ็บไปพลางๆ ก่อนดีกว่า”


ภควัตนึกสะดุดใจจนอยากถามว่า หล่อนรู้ได้อย่างไรว่าเขาให้เพื่อนไปตัดไม้ แต่เมื่อมีเรื่องอื่นน่าสนใจมากกว่า เขาก็เลิกคิด บอกหล่อนอย่างตรงไปตรงมา


“ผมช่วยได้เท่านี้เองครับ ไม่มีความรู้ทางปฐมพยาบาลเลย เอาผ้ากดแผลไว้ เลือดจะหยุดหรือเปล่าก็ไม่รู้”


สาวสวยทรงผมพิสดารยื่นมือไปแตะตรงก้อนผ้าขาวม้าที่ชายหนุ่มม้วนกดบาดแผล แล้วว่า


“เลือดหยุดแล้วมั้ง เอางี้ดีกว่า คุณไปเอาผ้าชุบน้ำเย็นๆ มาให้สักผืน ฉันจะช่วยให้เพื่อนคุณหายเจ็บเอง”


อาจารย์หนุ่มมองคนพูดอย่างงงๆ


“คุณเป็นพยาบาลหรือครับ?”


เขาถามอย่างสุภาพในขณะขยับจะไปทำตามที่หล่อนสั่ง


หญิงสาวยักไหล่อีกครั้ง


“คุณไม่คิดเลยหรือว่าฉันอาจเป็นแพทย์?”


“งั้นรึครับ?”


เสียงของชายหนุ่มบอกความงุนงงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า


“ขอโทษด้วย ผม-เอ้อ-นึกไม่ถึงจริงๆ”


สาวพั้งค์โบกมือไล่เขา


“ถ้าอยากให้เพื่อนคุณหายเจ็บ ก็รีบไปเอาผ้าชุบน้ำมาเร็วๆ ขืนช้า ฉันไม่รับรองนะว่า เขาจะต้องตัดขาหรือเปล่า”


ประโยคนั้นทำให้ภควัตตาเหลือก รีบผลุนผลันลุกเดินเร็วเกือบเป็นวิ่งไปยังกองข้าวของทันที


เมื่อถึงตรงที่ลุงแก้วจัดไว้สำหรับรับประทานอาหารกลางวัน มีกระติกน้ำร้อนน้ำเย็นพร้อมสรรพ เขาก็นึกไม่ออกว่าจะใช้ผ้าอะไรชุบน้ำเย็นให้ตามที่สาวแปลกหน้าบอก


หมุนไปหมุนมาชั่วขณะตัดสินใจล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ของตนเองซึ่งยังไม่ได้ใช้ออกมาคลี่ เปิดขวดน้ำรินรดผ้าจนชุ่ม แล้วบิดพอหมาด จากนั้นก็รีบวิ่งกลับมายังเพื่อนผู้บาดเจ็บ


แล้วก็ให้มีอันตกตะลึงแทบจะยืนตัวแข็งทื่อไปในทันทีที่ทอดตาเห็น


ไพชยนต์มิได้มีอาการผิดปกติหรือเกิดเหตุพิสดารอันใดขึ้นกับเขาดอก ยังคงนอนหงายหลับตาอยู่เช่นเดิม แต่ขาของเขานั่นสิ...


สาวสวยได้ดึงก้อนผ้าขาวม้าออกแล้ว กำลังมองดูบาดแผลอยู่อย่างตั้งใจและก็เป็นบาดแผลนี่แหละที่ทำให้ภควัตถึงกับตกตะลึงอยู่บัดนี้


มีบาดแผลขนาดไม่ยาวนักอยู่ตรงที่ซึ่งถูกหินตกลงทับ... อะไรก็ไม่แปลกเท่ากับว่า มันมีแต่รอยแผลอย่างเดียว

ปราศจากเลือด!


เลือด...ซึ่งเมื่อตะกี้ยังไหลปรี่ออกมาแดงฉาดฉานเป็นที่น่าหวาดเสียวนั้น บัดนี้เหลือแต่รอยแห้งจางๆ อยู่โดยรอบตัวบาดแผล มันหยุดไหลแล้วอย่างสนิท

และอย่างไม่น่าเป็นไปได้!


“คุณ!”


ภควัตส่งเสียงหลง สืบเท้าเข้าไปโดยเร็วจนสะดุดหินแทบหน้าคะมำ แต่เขาไม่สนใจตัวเอง เบิกตาจ้องมองร่างคนทั้งสองตรงหน้าเขม็งเหมือนเห็นสิ่งมหัศจรรย์


“เลือดหยุดแล้ว”


“ก็ใช่น่ะซิ...หรือคุณไม่อยากให้เลือดของเพื่อนคุณหยุด?”


อีกฝ่ายย้อนถามโดยไม่หันหน้ามา


อาจารย์หนุ่มกรากไปนั่งคุกเข่าข้างเพื่อนเกลอ ยังคงถามด้วยความฉงนฉงาย


“คุณทำได้ยังไงครับ ไม่มีเครื่องมือสักอย่าง...”


“ประเดี๋ยวคุณจะเห็นว่าฉันทำได้มากกว่านี้อีก”


.....