๕ เรื่องที่เราอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยา...ประวัติศาสตร์สนุกๆ จากการค้นคว้าข้อมูลเพื่อเขียนนิยายชุด นักสืบสตรีศรีอยุธยา โดย พงศกร

24 มิถุนายน 2563

เมื่อพูดถึงกรุงศรีอยุธยา เวลาอ่านนวนิยายย้อนยุคหรือดูละครพีเรียดแล้วจินตนาการตามไป  เรามักจะนึกถึงภาพวัดวาอาราม พระราชวังหลวงอันงดงามมลังเมลือง ผู้คนแต่งตัวสวยงาม นุ่งซิ่น ห่มสไบ นึกถึงยุคทองแห่งความเจริญรุ่งเรืองเหมือนดังที่พระราชพงศาวดารและเอกสารต่างๆ บันทึกเอาไว้

แต่ที่จริงเหรียญย่อมมีสองด้าน พระนครศรีอยุธยาก็เช่นเดียวกัน

พระนครศรีอยุธยา ไม่ได้สวยงามราวเมืองสวรรค์ทั้งหมดหรอกนะครับ ด้วยความที่ป็นเมืองใหญ่ที่มีทั้งความมั่งคั่ง ความเจริญ และความเสื่อมโทรมรวมอยู่ด้วยกัน ความสวยงาม ความเจริญ มักอยู่ในส่วนของวัด เวียง วังเท่านั้น  ในเมืองมีความเลอะเทอะสกปรกและความยุ่งเหยิงอยู่ไม่ใช่น้อย เหมือนดังที่พบได้ในเมืองใหญ่ๆ ทั้งหลาย




และนี่คือ ๕ เรื่อง ที่เราอาจไม่เคยรู้ เกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาครับ


๑.
ตอนเขียนนิยายชุด "นักสืบสตรีศรีอยุธยา" จะเห็นได้ชัดเจนว่า พระนครศรีอยุธยาไม่มีการวางผังเมือง (แน่ละครับ
เมืองส่วนใหญ่ในสมัยก่อนไม่มีการวางผังเมืองกันหรอก) สิ่งปลูกสร้างต่างๆ มักจะเป็นการต่อเติมและขยายจากของเดิมออกไปเรื่อยๆ อย่างเช่น วิหารของพระมงคลบพิตร ก็มีหลักฐานว่ามีการสร้างใหม่และย้ายกันอยู่หลายครั้ง

เรื่องของทิศทางมีส่วนสำคัญในการกำหนดสิ่งปลูกสร้าง ว่าจะสร้างอะไรอยู่ตรงไหน เรื่องของประโยชน์ใช้สอย เรื่องของผู้คน เหล่านี้มีส่วนสำคัญในการกำหนดการก่อสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมา

วังหลวงในตอนแรก มีพระที่นั่งเพียงไม่กี่องค์ มีการสร้างใหม่เพิ่มขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา พระที่นั่งซึ่งเราคุ้นหูกัน เช่น พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ สร้างขึ้นในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์ฯ, พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง, พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ, พระที่นั่งวิหารสมเด็จ สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนเรศวรทรงใช้สำหรับรับรองราชทูตจากเมืองละแวก เป็นต้น

กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวฉันใด กรุงศรีอยุธยาก็ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวฉันนั้น

๒.
กรุงศรีอยุธยาก็มีชุมชนแออัดอยู่เหมือนกับเมืองหลวงของประเทศอื่นๆ เช่นเดียวกัน

เกาะเมืองนั้น มีกำแพงพระนครล้อมอยู่ ชาวบ้านที่อยู่นอกเกาะเมือง หรือที่เรียกกันว่าอยู่ชานกำแพงพระนครนั้น มักจะอาศัยอยู่ริมตลิ่ง ระหว่างกำแพงและแม่น้ำ ปลูกร้านเตี้ยๆ ทำเป็นตลาดค้าขาย บ้างก็สร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย เกิดเป็นลักษณะคล้ายกับชุมชนแออัด

พอถึงหน้าน้ำ - น้ำท่วม หรือถึงหน้าศึก - พม่ายกทัพเข้ามา ก็พากันรื้อเรือน ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า ‘เรือนเครื่องผูก’ หนีกันทีหนึ่ง พอน้ำลด ศึกสงบ ก็กลับมาปลูกเรือนกันใหม่ ในแม่น้ำก็มีเรือนแพ ปลูกกันอยู่อย่างแน่นขนัด

ตามที่บาทหลวงฝรั่งเศสบรรยายเอาไว้ในเอกสารก็จะเห็นถึงความเลอะเทอะ ความสกปรก กลิ่นเหม็น โคลนตมและสิ่งปฏิกูล รวมถึงขยะ ที่เททิ้งกันอย่างไม่มีการควบคุม ทำให้สุขอนามัยของผู้คนไม่ค่อยดีนัก เวลาเกิดโรคระบาดเช่นโรคห่า ขึ้นมาที ถึงได้มีผู้คนล้มตายกันเป็นเบือ

๓.
การสาธารณสุขของกรุงศรีอยุธยาไม่ดีนัก

อายุขัยเฉลี่ยของคนอยุธยาน้อยกว่าคนปัจจุบันหลายสิบปี อาจเป็นเพราะวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่ก้าวหน้าไปมากเหมือนในสมัยปัจจุบัน สมัยนั้นยังไม่มียาปฏิชีวนะ ทำให้การรักษาโรคต่างๆ เป็นไปได้ด้วยความยากลำบาก แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าพูดถึงเชื้อโรค เชื้อโรคในสมัยอยุธยาก็ยังไม่ได้รุนแรงร้ายกาจ เหมือนอย่างเชื้อโรคในปัจจุบัน

โรคติดเชื้อยอดฮิตซึ่งมักจะเกิดขึ้นบ่อยและเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของแม่และเด็กในยุคสมัยนั้นก็คือบาดทะยัก หรือในสมัยอยุธยาเรียกกันว่า ‘ตะพั้น’

ตะพั้นรักษาไม่ค่อยหาย เป็นแล้วตายสถานเดียว หาคนรอดจากตะพั้นได้ยากมาก

อย่างไรก็ตาม ด้วยภูมิปัญญาของการแพทย์แผนไทย สมุนไพรหลายชนิดมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้เหมือนอย่างยาปฏิชีวนะเช่น ใบพลู เมื่อนำมาตำให้ละเอียด และนำมาบดผสมกับเหล้าขาว ซึ่งมีฤทธิ์เป็นแอลกอฮอล์ ก็สามารถใช้ทาแผล เป็นยาฆ่าเชื้อได้อย่างดี

เมื่อมีสำเภาจากยุโรปเข้ามา ก็เริ่มมีมิชชั่นนารีและมีหมอฝรั่งแผนตะวันตกเข้ามาเป็นครั้งแรก มีหลักฐานว่ามีการสร้างโรงพยาบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ โดยบาทหลวงคณะเยซูอิต มีบันทึกเล่าถึงการเจาะเลือดรักษาอาการโลหิตเป็นพิษ ให้กับขุนนางชาวไทย นี่น่าจะเป็นการเจาะเลือดครั้งแรกของอยุธยาเลยด้วยซ้ำ

การรักษาด้วยแพทย์แผนตะวันตกไม่เป็นที่นิยมของชาวอยุธยานัก เนื่องจากเราเติบโตมากับองค์ความรู้ของการแพทย์แผนตะวันออก ซึ่งหลักการแตกต่างกัน และอาจจะมีอุปสรรคในเรื่องของภาษา การสื่อสาร
จึงทำให้โรงพยาบาลของบาทหลวงคณะนั้นไม่เป็นที่นิยมของคนอยุธยา คนไข้ส่วนมากแล้วก็เป็นกะลาสีเรือและชาวตะวันตกซึ่งอาศัยอยู่ในอยุธยาเป็นส่วนใหญ่

๔.
แม้จะมีหลักฐานว่าในสมัยอยุธยามีระบบประปาแล้ว แต่การประปาในสมัยนั้น เป็นเพียงแต่ทางลำเลียงน้ำเข้ามาใช้ในตัวเมืองเท่านั้น ยังไม่มีการนำคลอรีนมาใช้ฆ่าเชื้อ เพื่อทำให้น้ำสะอาดเหมือนกับประปาในปัจจุบัน การสาธารณสุขมูลฐานเรื่องของคุณภาพน้ำ จึงไม่ดีมากเหมือนอย่างสมัยนี้ เวลาเกิดโรคระบาดกันที ก็แพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็ว

แต่อีกนั่นแหละ  จะว่าไป ถึงแม้ว่าน้ำในสมัยอยุธยาจะไม่สะอาดนัก แต่ก็ยังไม่สกปรกมากเหมือนกับน้ำในสมัยนี้ น้ำฝนหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ยังสามารถตักมาใช้ดื่ม และใช้อาบได้อย่างสบายใจ

บรรดาสัตว์น้ำ ก็ยังมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ลาลูแบร์เขียนเล่าว่า แค่เอามือจุ่มไปในแม่น้ำ ก็สามารถจับทั้งกุ้งและปลาได้สบายๆ คนอยุธยานั้นไม่อดตาย ถึงแม้ว่าจะไม่มีเงินซื้อข้าวปลาอาหาร แต่ของกินก็มีอยู่ทั่วไป เก็บผักเก็บหญ้า จับปลาจับกุ้งจากแม่น้ำ มากินได้โดยอิสระ

๕.
ประชากรในอยุธยามีหลายเชื้อชาติหลายภาษา ทั้งตะวันออกและตะวันตก อยู่รวมกันเป็นพหุสังคม

จากเอกสารของบาทหลวงตาชาร์ด กล่าวว่าประชากรในสยามเวลานั้น น่าจะมีอยู่ประมาณหนึ่งล้านกว่าคน ช่วงไหนที่เกิดโรคระบาด หรือเกิดสงคราม ประชากรก็จะน้อยลงหน่อย ถ้าเราไปรบ และชนะสงคราม ประชากรก็จะมากขึ้น เพราะเรากวาดต้อนเอาเชลยเข้ามา สมัยอยุธยา ยังไม่มีการสำรวจสำมะโนประชากร ตัวเลขที่บาทหลวงทั้งหลายพูดถึงเป็นเพียงแต่การประเมินคร่าวๆ เท่านั้น

เสื้อผ้าที่หนุ่มสาวชาวอยุธยาสวมใส่ประจำวัน ก็ไม่ได้สวยงามรู้หราเหมือนอย่างในละคร ชุดใหญ่ไฟกระพริบทรงเครื่องของสตรีหรือขุนนางจะใช้เฉพาะในวันที่มีพระราชพิธีสำคัญ

ส่วนมากแล้วผู้ชายอยุธยาเวลาอยู่บ้านไม่ได้สวมเสื้อ ท่อนล่างนุ่งผ้าเรียบเรียบยาวลงมาถึงข้อเท้าแบบที่เรียกว่า ‘ลอยชาย’ ผู้หญิงนุ่งซิ่นนุ่งโจง ท่อนบนใช้สไบคล้องคอพาดปิดลงมา  เวลาเดินก็จะพเยิบพยาบ วับๆแวมๆ เห็นเนินอก อันนี้เป็นเรื่องปกติของสตรีอยุธยา

ไม่มียกทรง ไม่มีบรา ไม่สวมเสื้อ ไม่ได้ปกปิดมิดชิดเหมือนอย่างในปัจจุบัน ซึ่งจะว่าไป อันนี้ก็สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศของอยุธยาซึ่งร้อนชื้นและฝนตกชุก ผ้าที่ชาวอยุธยาใช้กันส่วนใหญ่ เป็นผ้าฝ้ายทอมือ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ ไม่ได้มีลวดลายหรูหราแต่อย่างใด ผ้าไหมส่วนมาก มาจากอีสานและลาว ถือว่าเป็นผ้าราคาแพง ซึ่งชาวบ้านทั่วไป ซื้อกันไม่ไหว

ผ้าพิมพ์ลาย ผ้าสวยๆ ผ้าลูกไม้จากเมืองฝรั่ง ว่าเป็นของต้องห้ามมีราคาแพง จะใช้กันในราชสำนักเท่านั้น พระมหากษัตริย์จะเป็นคนสั่งซื้อผ่านทาง ท่านจุฬาราชมนตรีและออกญาโชฏึกราชเศรษฐี และเป็นคนพระราชทานให้กับบุคคลต่างๆตามฐานันดรที่แตกต่างกันออกไป ชาวบ้านธรรมดาไม่ได้รับอนุญาตให้มีไว้ในครอบครอง แต่สาวชาววังก็ไม่ได้ใส่ผ้าเหล่านี้ทุกวัน จะใช้ตามวาระสำคัญ

อาชีพของคนอยุธยาก็มีมากมาย ที่น่าสนใจก็คืออาชีพโสเภณีถือเป็นอาชีพสุจริต ถูกต้องตามกฏหมายในเวลานั้น มีการเสียภาษีให้กับทางราชการ มีการตั้งโรงรับจ้างกระทำชำเราบุรุษไม่น้อยกว่า ๑๐ แห่ง ซึ่งโสเภณีที่ให้บริการในโรงรับจ้างหรือ ‘ซ่อง’นั้นมีทั้ง ผู้หญิงและผู้ชาย

เรื่อง LGBT ดูไม่ใช่เป็นประเด็นที่ท้าทายสังคมหรือใหญ่โตอะไรมากนัก เกย์และทอมก็สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างเป็นปกติสุขในกรุงศรีอยุธยา

แหมๆ สนุกไหมครับ
นี่แค่ห้าข้อเท่านั้นนะครับ ยิ่งเขียนนวนิยาย period เกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยา ก็ยิ่งมีโอกาสได้อ่านเอกสาร และศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องมากมาย

ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ และน่าจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังอีก
เอาไว้มีโอกาสเรามาคุยกันต่อนะครับ

 

พงศกร