การเดินทางของ "นวนิยายไทย" ในสายตาของพี่หมอโอ๊ต พงศกร

13 เมษายน 2564
อายุของผมล่วงเข้ากึ่งศตวรรษในปีนี้ เป็นทั้งนักอ่านและนักเขียน มีโอกาสเห็นความเปลี่ยนแปลงของหนังสือนวนิยายไทยมามากพอสมควร และนี่คือข้อสังเกตที่อยากเล่าสู่กันฟังครับ




๑. ก่อนผมเกิด เป็นยุคเฟื่องฟูของวงการนวนิยายมากๆ ทั้งนิยายแนวผู้ชาย แนวผู้หญิง
พ่อเล่าให้ฟังว่า พล นิกร กิมหงวนนี่แทบจะออกรายวันกันเลยทีเดียว
มีนิตยสารออกมามาก ไม่ว่าจะเป็นศรีสัปดาห์ เดลิเมย์วันจันทร์, และเพลินจิตต์ โดยเฉพาะเพลินจิตต์นี่พิมพ์นิยาย ฮ็อตขนาดต้องมีเพลินจิตต์รายวัน ออกวางจำหน่ายทุกวันกันเลยทีเดียว
นักเขียนยุคนั้นก็มีหลายคน ล้วนแต่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นต้นแบบของนักเขียนในรุ่นหลังๆ เช่น อ.อุดากร, พวงพยอม, อรวรรณ, ช่อลิลลี่ พริ้มเพรา, เวทางค์, มาลัย ชูพินิจ, ศุภร บุนนาค, ร.จันทพิมพะ, แข ณ วังน้อย เป็นต้น
อันนี้ผมคงเล่าละเอียดไม่ได้ เพราะเกิดไม่ทัน ได้แต่ฟังผู้ใหญ่เล่ามาอีกทีครับ
หนังสือนิยายที่วางจำหน่ายนี่ แทนที่จะออกมาเป็นเล่มใหญ่เลย ก็จะออกมาเป็นเล่มย่อยๆก่อน เล่มนึงจะเป็นเล่มบางๆ มี ๓ - ๕ บทต่อเล่ม แบบว่าเขียนไป ออกวางขายไป เรื่องนึงจึงออกมาเป็นสิบๆเล่ม พอจบก็อาจจะมีการเอามารวมเป็นเล่มใหญ่อีกที
๒. กระโดดมาถึงสมัยผมยังเป็นเด็กๆ ราวช่วงปี ๒๕๑๐ กว่าๆ นิยายช่วงนั้นยังเป็นปกแข็งเล่มอ้วนๆ สั้นๆ ป้อมๆ ราคาเล่มละ ๓๕ – ๔๐ บาท
ปกเป็นภาพวาดสวยงาม นักเขียนยอดนิยมในช่วงนั้น ก็จะมีหลายคน
- เป็นช่วงปลายๆของดอกไม้สด, ก.สุรางคนางค์, ก.ศยามานนท์, ดวงดาว
- เป็นยุคต้นๆ ของ กฤษณา อโศกสิน, ทมยันตี, แขไข เทวินทร์, ชูวงศ์ ฉายะจินดา, โบตั๋น, อ.ไชยวรศิลป์, ศรีฟ้า ลดาวัลย์, สีฟ้า
ภาพของการไปรอนวนิยายตอนใหม่ๆ หน้าโรงพิมพ์ก็ยังมีอยู่
โซนขายหนังสือนวนิยายหลักๆ กระจุกกันอยู่แถววังบูรพา ซึ่งสำนักพิมพ์เกือบทั้งหมดจะอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโชคชัยเทเวศน์, บูรพาสาส์น, รวมสาส์น, คลังวิทยา, ศิลปาบรรณาคาร เป็นต้น


๓. ต่อมาราวปลาย ๒๕๑๐ เริ่มเข้าสู่ช่วง ๒๕๒๐ นวนิยายเปลี่ยนรูปแบบไป ยังเป็นปกแข็ง เล่มใหญ่ขึ้น หน้าปกก็เริ่มมีหลากหลาย ส่วนมากเป็นภาพถ่าย ภาพ Illustrate ราคาค่อนข้างสูงมาก
๒ เล่มจบ ชุดละ ๑๖๐ – ๓๐๐ บาท คนทั่วไปซื้อไม่ค่อยได้ ต้องรออ่านในห้องสมุด หรือไม่ก็ต้องรอเทศกาลลดราคา ๕๐ % ตอนงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่สมัยนั้นยังจัดอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ ไปเดินงานกันที ก็ขนกันเป็นตั้งๆ หอบขึ้นรถกลับบ้าน
นักเขียนยอดนิยมในตอนนั้นก็ยังคงเป็น กฤษณา อโศกสิน, ทมยันตี, ศรีฟ้า ลดาวัลย์, สีฟ้า, ชูวงศ์ ฉายะจินดา, โบตั๋น
เริ่มมีนักเขียนรุ่นใหม่ขึ้นมาอีกหลายคน โสภาค สุวรรณ, ตรี อภิรุม, แก้วเก้า, ว.วินิจฉัยกุล, จินตวีร์ วิวัธน์, ดวงใจ, บุษยมาส, เพ็ญแข วงศ์สง่า ก็เริ่มมามีชื่อเสียงในช่วงนี้
เคยฟังนักเขียนผู้ใหญ่หลายท่านเล่าให้ฟังว่า สำนักพิมพ์ในช่วงนั้นมีอิทธิพลเยอะมาก
นักเขียนต้องง้อสำนักพิมพ์ การจะได้พิมพ์รวมเล่มเรื่องหนึ่งๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย
ตอนปลายๆ ของช่วงนี้มีเหตุการณ์ทางการเมือง ๑๔ ตุลา ๑๖ ตุลา นวนิยายเลยเปลี่ยนแนวไปบ้าง ออกแนวหนักๆ สะท้อนสังคมมากขึ้นหน่อย
แผงหนังสือที่สนามหลวงยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งนิยายที่ดีและมีให้เลือกมากมาย



๔. ช่วงปี ๒๕๒๐ ต่อมาถึง ๒๕๓๐ นวนิยายบูมมาก
เทรนด์ยอดนิยมของหนังสือนวนิยายยังเป็นปกแข็ง ๒ เล่มจบอยู่
ราคาหนังสือแพงขึ้น หลายเรื่องกระโดดขึ้นไปเป็นชุดละ ๔๕๐ – ๘๐๐ บาท
งานหนังสือยังคงจัดที่กระทรวงศึกษาธิการ และมีข่าวว่าจะย้ายไปที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติ สิริกิติต์
คนก็ยี้กันว่าจะไม่ไป เพราะอยู่ไกล
ในช่วงนี้นักเขียนรุ่นก่อนหน้าก็ยังคงครองตลาด ครองใจคนอ่าน
มีนักเขียนที่เริ่มโด่งดังขึ้นมา อย่างเช่น ประภัสสร เสวิกุล, อาริตา, กันยามาส, ทิพเกสร, นาวิกา, ทัศนีย์ สีทอง, ชลาลัย, วราภา, โสภี พรรณราย, ม. มธุการี, เพชรน้ำค้าง, นันทนา วีระชน
ยังอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของนวนิยายแปลอีกด้วย สำนักพิมพ์วรรณวิภา, แก้วกานต์, ธนบรรณ และอีกหลายแห่งพิมพ์งานแปลสนุกๆ ออกมาให้อ่านกันแทบจะรายวันเลยทีเดียว
แผงนิยายที่สนามหลวงหายไป ทุกร้านย้ายมาที่จตุจักร
และจตุจักรก็กลายมาเป็นแหล่งรวมหนังสือแห่งใหม่
๕. ช่วงปี ๒๕๓๐ ต่อมาถึงช่วง ๒๕๔๐ วงการมีนักเขียนรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทและมีชื่อเสียงในช่วงนี้หลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นปิยะพร ศักดิ์เกษม, กิ่งฉัตร, ชมัยภร แสงกระจ่าง, กนกวลี พจนปกรณ์, เชิญอักษร
นวนิยายปกแข็งเริ่มลดความนิยมลง อาจจะเพราะราคาแพง พกไปไหนมาไหนไม่สะดวก
หลายสำนักพิมพ์เริ่มหันมาพิมพ์นิยายปกอ่อน
เจ้าแรกๆ น่าจะเป็นดอกหญ้า

มีงานของกฤษณา อโศกสิน, ว.วินิจฉัยกุล, ศรีฟ้า ลดาวัลย์ ออกมาเป็น Box set ให้สะสม
หนังสือในช่วงนี้สวยงามน่าเก็บมากๆ
หนังสือปกอ่อนเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะราคาถูก หาซื้อง่าย หนังสือปกแข็งเริ่มแผ่วลง
ช่วงปลายๆ ของ period นี้ งานหนังสือย้ายไปที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์แล้ว

และอย่างที่ทุกคนกังวลกัน ในช่วงปีแรกๆ คนไปเดินกันน้อยมาก อาจจะเพราะว่าช่วงนั้นรถไฟฟ้าก็ยังไม่มี การเดินทางก็ค่อนข้างยาก แต่ถ้าได้ไปเดินแล้วจะติดใจ เพราะสถานที่โออ่า ติดแอร์เย็น เดินสบาย ไม่ต้องตากแดดหน้าเป็นมันเหมือนเดินที่กระทรวงศึกษาธิการเหมือนแต่ก่อน


๖. ช่วงปี ๒๕๔๐ – ๒๕๕๐ เป็นช่วงที่นวนิยายเบ่งบานสุดขีด หนังสือนวนิยายปกแข็งเหลือน้อยลงมาก นักเขียนชื่อดังเริ่มหันมาพิมพ์งานเป็นหนังสือปกอ่อนมากขึ้น
มีการเกิดของเวบไซต์อ่านนวนิยายชื่อดังหลายแห่ง มีชุมชนคนรักการอ่าน มีใช้ social media คุยกัน
ผมเริ่มเข้ามาทำงานเขียนอย่างจริงจังในช่วงนี้
ส่วนรุ่นใหญ่ก็ยังผลิตผลงานกันออกมาอย่างสม่ำเสมอ
นักเขียนที่มาในช่วงนี้นอกจากผมแล้ว ก็มีอีกหลายท่านมากๆ ที่รู้จักกันในวงกว้างนอกจาก พงศกร ก็มี ดวงตะวัน, วรรณวรรธน์, ป้าหนอน, เขมชาติ, แขคำ ปันนะศักดิ์, เข็มพลอย, จุฑารัตน์, สีชาติ, วัตตรา, เพ็ญสิริ และอีกหลายๆ ท่าน
ผู้คนเริ่มคุ้นกับงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมสิริกิติต์มากขึ้น
นักเขียนเริ่มเปิดตัว มีการพบปะกับคนอ่านมากขึ้น
สมัยก่อนนักเขียนใช้นามปากกาเพราะไม่อยากให้คนอ่านรู้จัก สมัยนี้มีมีตติ้งแฟนหนังสือ สร้างกลุ่มคนอ่านที่ติดตามกันอย่างจริงจัง
นวนิยายช่วงนี้นิยมนิยายชุด ที่เขียนแบบมีตัวละครเรื่องนั้นมาโผล่ในเรื่องนี้ มากขึ้นกว่าแต่ก่อน

๗. ช่วงปี ๒๕๕๐ – ๒๕๖๐ ผมอยากเรียกยุคนี้ว่าเป็นยุคพลิกฟ้าคว่ำดิน เพราะเป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงกับนวนิยายไทยเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านดีและด้านลบ
หนังสือเล่มยังมีอยู่ นวนิยายยังนิยมพิมพ์เป็นปกอ่อนอยู่ ปกสวยงามขึ้น
ขนาดของหนังสือหลายสำนักพิมพ์เริ่มพิมพ์ขนาดใหญ่กว่า size เดิม
นิยายปกแข็งกลายเป็นอดีตไปแล้ว
หนังสือนวนิยายหลายเล่มเขียนขึ้นมาเป็นเล่มโดยเฉพาะ
ต่างจากสมัยก่อนหน้านี้ที่นวนิยายจะรวมเล่มได้ ต้องผ่านการนำเสนอในหน้านิตยสารมาก่อน
การเข้ามาของ eBook เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้นักอ่านและนักเขียนมีความหลากหลายขึ้น
นักเขียนสามารถเขียนเรื่องแล้วอัพขึ้นบน Platform ใหม่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องผ่านการพิจารณาจากสำนักพิมพ์หรือนิตยสารอีกแล้ว
นักอ่านเองก็มีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น
ช่วงปลายของยุคนี้ นิตยสารต่างๆ เริ่มทยอยกันปิดตัวลงอย่างน่าใจหาย
เริ่มมีนวนิยายแนวใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น นวนิยายจีน นวนิยาย Y และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
สังเกตได้จากจำนวนสำนักพิมพ์ที่ผลิตงานในแนวนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ
เรื่องแนวอีโรติก 18+ ที่ยุคก่อนๆ คนอ่านจะเขินๆ แอบๆ อ่าน เดี๋ยวนี้ก็อ่านกันเปิดเผยขึ้น แถมหลายเรื่องติดหมวดนิยายขายดีอีกด้วย
นักเขียนที่มีชื่อเสียงในยุคนี้มีหลากหลายมาก ภัสรสา, ราตรีอธิษฐาน, สุชาครียา, ศรีสุรางค์, เก้าแต้ม, แพรณัฐ, ซ่อนกลิ่น กลุ่มนักเขียนของ สนพ.สถาพร, ชลนิล, อรพิม, อุมาริการ์, เฟื่องนคร, จุฬามณี, อสิตา, ช้องมาศ และอีกหลายๆ ท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม
เรียกได้ว่ายุคนี้เป็นยุคที่นักเขียนเกิดขึ้นใหม่มากมาย แต่ละคนมีเอกลักษณ์และมีกลุ่มแฟนเป็นของตัวเองในขณะที่รุ่นใหญ่หลายท่านล้มหายตายจากไปบ้าง เขียนงานน้อยลงไปบ้าง ตามวัฏจักรและครรลองของโลกใบนี้
การประชาสัมพันธ์หนังสือ สำนักพิมพ์ไม่ได้เน้นที่งานเขียนและเนื้อหา แต่เริ่มเน้นไปที่ตัวคนเขียนมากขึ้น
งานหนังสือไม่ได้มีแต่เฉพาะในกรุงเทพเหมือนเดิมอีกแล้ว
ช่วงระยะสิบปีนี้งานหนังสือเริ่มดาวกระจายออกไปที่ต่างจังหวัด
ในกรุงเทพเองมีงานหนังสือเฉพาะกลุ่มเล็กๆ เกิดขึ้นมากมาย
เริ่มเห็นว่า eBook ก็มีข้อจำกัดคือถูกก้อปปี้หรือแอบเอา file เถื่อนไปแจกได้ง่าย เกิดการก้อปปี้งานกันบ่อย และคนแจกไฟล์เถื่อน คนก้อปปี้งานผู้อื่นรู้สึกว่าตัวเองทำได้ ไม่ผิด พอนักเขียนออกมาโวยวาย แทนที่คนอื่นๆ จะด่าคนก้อปปี้หรือคนปล่อยไฟล์เถื่อน กลับมาด่าเจ้าของงานว่าใจแคบ
ภาวะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในวงการ
ในอดีตใครที่ทำแบบนี้ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะรู้สึกอาย
ในยุคนี้คนทำกลับไม่รู้สึกอะไร บ่งบอกถึงภาวะทางศีลธรรมของยุคสมัยว่ากำลังเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด
นวนิยายในช่วงนี้มีความหลากหลาย แฟนตาซีมีมากขึ้น แนวย้อนอดีต กลับชาติมาเกิด ผีพยาบาท จับไปขังเกาะ มาเฟีย ชี้คเถื่อน โจรสลัด ทะเลทราย นี่มากันเป็นขบวน
๘. ยุค ๒๕๖๑ เป็นต้นไป
จากนี้ไป ภาพรวมของนวนิยายไทยคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดทำให้คาดการณ์ได้ยากว่าอนาคตจากนี้ไปอีกสิบปี จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
eBook ยังเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ สัดส่วนทางการตลาดของหนังสือแบบเล่มๆ ลดลงไป
ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติต์กำลังจะซ่อมแซมใหญ่
งานสัปดาห์หนังสือจะย้ายไปจัดที่เมืองทองธานี
นักอ่านหลายคนหัวเด็ดตีนขาดว่าไม่ไปแน่นอน ขณะที่หลายคนก็บอกว่าไปแน่
การซื้อหนังสือในยุคนี้ง่ายและรวดเร็วมาก
สำนักพิมพ์หลายแห่งหันมาจำหน้ายหนังสือกันเอง ไม่ผ่านผู้จัดจำหน่าย
นักเขียนสามารถพิมพ์หนังสือเองได้อย่างง่ายดาย
ระบบ pre-order เป็นที่นิยมของทั้งนักเขียนและนักอ่านมากขึ้น นักอ่านจ่ายก่อน นักเขียนพิมพ์งาน หนังสือเสร็จก็ส่งให้ หลายเล่มไม่มีวางจำหน่ายหน้าร้าน เป็นภาพความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดๆในช่วงพ.ศ.นี้
แนวนิยาย Y นิยายจีนก็ยังมาแรงดีไม่มีตก
นิยายแนวรักๆ มาเฟีย แนวตาหวานก็ยังเป็นที่นิยม
ก็คงต้องมาติดตามกันต่อนะครับว่า ช่วงสิบปีจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
ทั้งหมดเป็นเพียงข้อสังเกตของผม และอยากบันทึกเอาไว้ครับ
ความจริงของโลกใบนี้คือ ไม่มีอะไรยั่งยืนหรอก
ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นวัฏจักร
ความเปลี่ยนแปลงก็คือนิรันดร์

พงศกร
18 ม.ค. 2562