กว่าจะมาเป็น #สร้อยแสงจันทร์

21 มกราคม 2564

กว่าจะมาเป็น #สร้อยแสงจันทร์

หลายปีก่อน ผมได้ดูสารคดีเรื่องเกี่ยวกับการค้นพบปราสาทหินแห่งใหม่ในกัมพูชา เป็นปราสาทหินที่สวยและสมบูรณ์มาก ภาพสลักและเทวรูปต่างๆยังอยู่ครบ เหมือนเมื่อสมัยหลายร้อยปีก่อน

ตื่นตาตื่นใจมาก เพราะเหมือนกับกาลเวลาหยุดนิ่งและป่าทึบได้ช่วยซ่อนปราสาทแห่งนั้นเอาไว้จากสายตาของคนภายนอก

หลังจากสารคดีออกไปไม่นาน ก็ปรากฏว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพเข้าไปขโมยเอาวัตถุโบราณจากปราสาทแห่งนั้น ขนไปจนแทบจะไม่มีอะไรเหลือ

ตำรวจตามมาได้บางส่วน ผู้ร้ายรับสารภาพว่าขโมยตามใบสั่งของผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง และผู้มีอิทธิพลคนนั้นก็ดูสารคดีเรื่องเดียวกับที่ผมได้ดูและเกิดความอยากได้ของที่ปราสาทแห่งนั้นมาไว้ในคอลเลคชั่นส่วนตัวจึงเป็นที่มาของใบสั่งให้ไปขโมย โดยให้ราคาสูงลิบลิ่ว ตำรวจพยายามติดตามของ แต่ก็ได้กลับคืนมาแค่บางส่วน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือทีมทำสารคดีเรื่องที่ว่า รู้สึกผิดเป็นอย่างมาก เพราะถ้าพวกเขาไม่ติดตามไปถ่ายภาพ ถ่ายทำรายการ และเอาเรื่องนี้มานำเสนอ ปราสาทหินดังกล่าวก็จะยังคงอยู่อย่างสงบเงียบ ปราศจากการรุกรานของโลกภายนอก โปรดิวเซอร์ของรายการสารคดีเรื่องนั้น ถึงกับเป็นโรคซึมเศร้าไปเลย

ผมดูสารคดี ติดตามข่าว แล้วก็มานั่งนึกว่า ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นความผิดของใครกันแน่

คนที่ไปค้นพบปราสาท 

คนทำสารคดี 

โจร 

หรือคนที่อยากได้ของของคนอื่น

แล้วถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปราสาทแห่งนั้นมีจริง...ท่านควรจะลงโทษใคร

ทั้งหมดนี้ค่อยๆ ประกอบกันเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น และพล็อตของนวนิยายที่เกี่ยวข้องกับช่างภาพสารคดี นกจโกระ และปราสาทหินจึงค่อยๆ ชัดเจนขึ้น จนเกิดเป็นนวนิยายเรื่องสร้อยแสงจันทร์ในที่สุด

สร้อยแสงจันทร์เป็นนวนิยายเรื่องที่สามของผม

แต่เป็นเรื่องที่สองที่ได้ลงในสกุลไทยต่อจากทะเลราตรี

รวมถึงเป็นเรื่องแรกที่ได้ไปทำเป็นละคร

หลังจากนั้น เส้นทางการทำงานของผมก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะเดียวกันผมก็เริ่มรู้ว่าแนวทางของนวนิยายที่ตัวเองชอบและมีความสุข คือแนวลึกลับผสมผสานกับจินตนาการและเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมรอบตัวนั่นเอง

นอกจากนี้ ละครสร้อยแสงจันทร์ ก็สอนผมหลายอย่าง ทำให้ผมเข้าใจในมุมมองของการทำงาน และเติบโตขึ้นทางความคิด

โดยเฉพาะเรื่องที่ละครเอาไปทำแล้วไม่เหมือนหนังสือนี่เจอเข้ากับตัวเองตั้งแต่ละครเรื่องแรกกันเลยทีเดียว เพราะละครสร้อยแสงจันทร์ดัดแปลงบทประพันธ์ไปเยอะมาก

สมัยก่อนที่เคยดูละครเรื่องอื่นๆ ของนักเขียนคนอื่นๆ แล้วขัดใจ เพราะไม่เหมือนกับที่เราเคยอ่าน พอมาถึงเรื่องตัวเอง ได้เห็นขั้นตอนการทำงานของคณะละครแล้วก็เข้าใจว่าการดัดแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความจำเป็น

จึงได้แต่บอกตัวเองและบอกน้องๆ นักเขียนรุ่นหลังๆ ที่ทำงานร่วมกันว่าให้เข้าใจบริบทตรงนี้ ถ้าเข้าใจ เราก็จะสนุกไปกับมัน

ที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากทำให้ละครออกมาแล้วเสียหาย เรตติ้งไม่ดีหรอก ทุกคนต่างก็ตั้งใจทำงานในส่วนของตัวเองกันทั้งนั้นละ ผมจึงเป็นคนที่ไม่ซีเรียสกับการที่หนังสือของเราจะถูกดัดแปลงเมื่อไปเป็นละคร

เพราะเอาจริงๆ แล้ว ยังไงก็ต้องดัดแปลงครับ หลายสิ่งที่เราเขียน ไม่สามารถทำออกมาได้ทั้งหมดหรอก รู้สึกสนุกด้วยซ้ำว่าละครจะตีความตัวละครของเราอย่างไร

สร้อยแสงจันทร์พิมพ์ซ้ำหลายครั้งแล้วครับ เป็นนวนิยายสั้นๆ สามสิบกว่าตอนจบ ไม่ยาวมาก

ถือเป็นงานยุคเริ่มแรกของผม สำนวนก็อาจจะมีความแตกต่างจากงานในยุคหลังไปบ้าง แต่เชื่อมั่นในความสนุกว่าอ่านได้สนุกแน่นอน เพราะคนเขียนชอบและสนุกกับมันมากๆ รวมถึงข้อมูลต่างๆที่เขียนในเรื่องเกิดจากการลงพื้นที่จริง และสัมภาษณ์เพื่อนที่เป็นคนกูยอย่างละเอียด

ใครยังไม่เคยอ่านอยากชวนให้ลองอ่านดูครับ ยังพอจะสั่งซื้อได้จากเว็บของสำนักพิมพ์กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง

แต่ถ้าหมดแล้วคงอีกนานเลยละครับกว่าจะได้นำกลับมาพิมพ์ใหม่

ท่านที่เพิ่งมาอ่านงานของผมในระยะหลัง อาจจะไม่เคยอ่านเรื่องนี้

ฝากลองติดตามกันดูนะครับ

เผื่อจะพบว่า “สร้อยแสงจันทร์”...เป็นอีกเรื่องที่ชอบกันฮะ

ปล. จโกระ เป็นนกในตำนานอินเดียโบราณ เล่าว่าเป็นนกที่สวยงามมาก เสียงไพเราะมากจนใครได้ยินต้องเคลิ้มและลุ่มหลงไม่เป็นตัวของตัวเอง และความมหัศจรรย์ก็คือ นกชนิดนี้ ดื่มกินแสงจันทร์เป็นอาหาร

ให้นึกไปว่า...เออ นี่ถ้า Newt Scamander รู้เรื่องนี้เข้าละก็ จะเดินทางมาจับตัวจโกระไปไว้ในคอลเลคชั่นของเขาไหมเนี่ย ! 

▪️▪️▪️  

เขียนที่ : ปราสาทปักษาจำจอง

พงศกร