
กว่าจะมาเป็น #สร้อยแสงจันทร์
หลายปีก่อน ผมได้ดูสารคดีเรื่องเกี่ยวกับการค้นพบปราสาทหินแห่งใหม่ในกัมพูชา เป็นปราสาทหินที่สวยและสมบูรณ์มาก ภาพสลักและเทวรูปต่างๆยังอยู่ครบ เหมือนเมื่อสมัยหลายร้อยปีก่อน
ตื่นตาตื่นใจมาก เพราะเหมือนกับกาลเวลาหยุดนิ่งและป่าทึบได้ช่วยซ่อนปราสาทแห่งนั้นเอาไว้จากสายตาของคนภายนอก
หลังจากสารคดีออกไปไม่นาน ก็ปรากฏว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพเข้าไปขโมยเอาวัตถุโบราณจากปราสาทแห่งนั้น ขนไปจนแทบจะไม่มีอะไรเหลือ
ตำรวจตามมาได้บางส่วน ผู้ร้ายรับสารภาพว่าขโมยตามใบสั่งของผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง และผู้มีอิทธิพลคนนั้นก็ดูสารคดีเรื่องเดียวกับที่ผมได้ดูและเกิดความอยากได้ของที่ปราสาทแห่งนั้นมาไว้ในคอลเลคชั่นส่วนตัวจึงเป็นที่มาของใบสั่งให้ไปขโมย โดยให้ราคาสูงลิบลิ่ว ตำรวจพยายามติดตามของ แต่ก็ได้กลับคืนมาแค่บางส่วน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือทีมทำสารคดีเรื่องที่ว่า รู้สึกผิดเป็นอย่างมาก เพราะถ้าพวกเขาไม่ติดตามไปถ่ายภาพ ถ่ายทำรายการ และเอาเรื่องนี้มานำเสนอ ปราสาทหินดังกล่าวก็จะยังคงอยู่อย่างสงบเงียบ ปราศจากการรุกรานของโลกภายนอก โปรดิวเซอร์ของรายการสารคดีเรื่องนั้น ถึงกับเป็นโรคซึมเศร้าไปเลย
ผมดูสารคดี ติดตามข่าว แล้วก็มานั่งนึกว่า ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นความผิดของใครกันแน่
คนที่ไปค้นพบปราสาท
คนทำสารคดี
โจร
หรือคนที่อยากได้ของของคนอื่น
แล้วถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปราสาทแห่งนั้นมีจริง...ท่านควรจะลงโทษใคร
ทั้งหมดนี้ค่อยๆ ประกอบกันเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น และพล็อตของนวนิยายที่เกี่ยวข้องกับช่างภาพสารคดี นกจโกระ และปราสาทหินจึงค่อยๆ ชัดเจนขึ้น จนเกิดเป็นนวนิยายเรื่องสร้อยแสงจันทร์ในที่สุด
สร้อยแสงจันทร์เป็นนวนิยายเรื่องที่สามของผม
แต่เป็นเรื่องที่สองที่ได้ลงในสกุลไทยต่อจากทะเลราตรี
รวมถึงเป็นเรื่องแรกที่ได้ไปทำเป็นละคร
หลังจากนั้น เส้นทางการทำงานของผมก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะเดียวกันผมก็เริ่มรู้ว่าแนวทางของนวนิยายที่ตัวเองชอบและมีความสุข คือแนวลึกลับผสมผสานกับจินตนาการและเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมรอบตัวนั่นเอง
นอกจากนี้ ละครสร้อยแสงจันทร์ ก็สอนผมหลายอย่าง ทำให้ผมเข้าใจในมุมมองของการทำงาน และเติบโตขึ้นทางความคิด
โดยเฉพาะเรื่องที่ละครเอาไปทำแล้วไม่เหมือนหนังสือนี่เจอเข้ากับตัวเองตั้งแต่ละครเรื่องแรกกันเลยทีเดียว เพราะละครสร้อยแสงจันทร์ดัดแปลงบทประพันธ์ไปเยอะมาก
สมัยก่อนที่เคยดูละครเรื่องอื่นๆ ของนักเขียนคนอื่นๆ แล้วขัดใจ เพราะไม่เหมือนกับที่เราเคยอ่าน พอมาถึงเรื่องตัวเอง ได้เห็นขั้นตอนการทำงานของคณะละครแล้วก็เข้าใจว่าการดัดแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความจำเป็น
จึงได้แต่บอกตัวเองและบอกน้องๆ นักเขียนรุ่นหลังๆ ที่ทำงานร่วมกันว่าให้เข้าใจบริบทตรงนี้ ถ้าเข้าใจ เราก็จะสนุกไปกับมัน
ที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากทำให้ละครออกมาแล้วเสียหาย เรตติ้งไม่ดีหรอก ทุกคนต่างก็ตั้งใจทำงานในส่วนของตัวเองกันทั้งนั้นละ ผมจึงเป็นคนที่ไม่ซีเรียสกับการที่หนังสือของเราจะถูกดัดแปลงเมื่อไปเป็นละคร
เพราะเอาจริงๆ แล้ว ยังไงก็ต้องดัดแปลงครับ หลายสิ่งที่เราเขียน ไม่สามารถทำออกมาได้ทั้งหมดหรอก รู้สึกสนุกด้วยซ้ำว่าละครจะตีความตัวละครของเราอย่างไร
สร้อยแสงจันทร์พิมพ์ซ้ำหลายครั้งแล้วครับ เป็นนวนิยายสั้นๆ สามสิบกว่าตอนจบ ไม่ยาวมาก
ถือเป็นงานยุคเริ่มแรกของผม สำนวนก็อาจจะมีความแตกต่างจากงานในยุคหลังไปบ้าง แต่เชื่อมั่นในความสนุกว่าอ่านได้สนุกแน่นอน เพราะคนเขียนชอบและสนุกกับมันมากๆ รวมถึงข้อมูลต่างๆที่เขียนในเรื่องเกิดจากการลงพื้นที่จริง และสัมภาษณ์เพื่อนที่เป็นคนกูยอย่างละเอียด
ใครยังไม่เคยอ่านอยากชวนให้ลองอ่านดูครับ ยังพอจะสั่งซื้อได้จากเว็บของสำนักพิมพ์กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง
แต่ถ้าหมดแล้วคงอีกนานเลยละครับกว่าจะได้นำกลับมาพิมพ์ใหม่
ท่านที่เพิ่งมาอ่านงานของผมในระยะหลัง อาจจะไม่เคยอ่านเรื่องนี้
ฝากลองติดตามกันดูนะครับ
เผื่อจะพบว่า “สร้อยแสงจันทร์”...เป็นอีกเรื่องที่ชอบกันฮะ
ปล. จโกระ เป็นนกในตำนานอินเดียโบราณ เล่าว่าเป็นนกที่สวยงามมาก เสียงไพเราะมากจนใครได้ยินต้องเคลิ้มและลุ่มหลงไม่เป็นตัวของตัวเอง และความมหัศจรรย์ก็คือ นกชนิดนี้ ดื่มกินแสงจันทร์เป็นอาหาร
ให้นึกไปว่า...เออ นี่ถ้า Newt Scamander รู้เรื่องนี้เข้าละก็ จะเดินทางมาจับตัวจโกระไปไว้ในคอลเลคชั่นของเขาไหมเนี่ย !
▪️▪️▪️
เขียนที่ : ปราสาทปักษาจำจอง
พงศกร
